การ Setting Audacity สำหรับการอัดเสียง Podcast

คู่มือการตั้งค่าโปรแกรม Audacity สำหรับงานพอดแคสต์ด้วยไมโครโฟน USB ตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์, การตั้งค่า Driver, การคุมระดับเสียง, ไปจนถึงขั้นตอนการปรับแต่งเสียง (Post-Processing) และ Export ไฟล์มาตรฐาน


การตั้งค่า Audio Settings

เปิดโปรแกรม Audacity แล้วไปที่เมนู Edit > Preferences > Audio Settings เพื่อตั้งค่าอุปกรณ์และคุณภาพเสียงทั้งหมดในจุดเดียว:

อุปกรณ์บันทึกและจำลองเสียง (Interface & Devices)

  • Host: เลือก Windows WASAPI (ให้ความหน่วงต่ำและคุณภาพสัญญาณตรงที่สุดบน Windows)
  • Playback Device: เลือกหูฟังที่ใช้มอนิเตอร์เสียง (แนะนำให้เสียบหูฟังเพื่อฟังเสียง ไม่เปิดลำโพงขณะอัด)
  • Recording Device: เลือกชื่อไมโครโฟน USB ของคุณโดยตรง (หลีกเลี่ยงการเลือก Realtek High Definition หรือ Stereo Mix)
  • Recording Channels: เลือก 1 (Mono)
    • เหตุผล: เสียงพูดสำหรับพอดแคสต์ควรเป็นแทร็ก Mono เพื่อให้เสียงอยู่กึ่งกลาง ชัดเจน และประหยัดขนาดไฟล์

คุณภาพเสียง (Quality)

  • Default Sample Rate: ตั้งค่าเป็น 44100 Hz (มาตรฐานพอดแคสต์ทั่วไป) หรือ 48000 Hz (มาตรฐานงานวิดีโอ)
  • Default Sample Format: ตั้งค่าเป็น 32-bit float
    • ข้อดี: 32-bit float รองรับ dynamic range กว้าง ช่วยป้องกันเสียงแตก (Clipping) ขณะประมวลผลเอฟเฟกต์

การเตรียมตัวและตั้งระดับเสียงก่อนอัด (Gain Staging)

  1. ระยะห่างจากไมโครโฟน: วางไมโครโฟนห่างจากปากประมาณ 15-20 เซนติเมตร (ประมาณ 1 ฝ่ามือ) และควรใช้ Pop Filter เพื่อลดเสียงลมพ่น (Plosives เช่น พ, ผ, ป, B, P)
  2. ทดสอบระดับสัญญาณ (Recording Meter):
    • คลิกที่แถบวัดระดับเสียงไมโครโฟน (Click to Start Monitoring)
    • พูดทดสอบด้วยระดับเสียงจริงที่จะใช้อัด
    • ปรับระดับไมค์ (Recording Volume Slider) ให้เสียงพูดปกติอยู่ที่ช่วง -18 dB ถึง -12 dB
    • ในช่วงที่พูดดังที่สุด เสียงไม่ควรเกิน -6 dB และต้องไม่แตะ 0 dB โดยเด็ดขาด
  3. บันทึก Room Tone (เสียงเงียบในห้อง):
    • เมื่อกดอัด ให้เงียบและอยู่นิ่งๆ เป็นเวลา 5-10 วินาทีแรกเสมอ เพื่อเก็บโปรไฟล์เสียงรบกวนของห้อง (นำไปใช้ทำ Noise Reduction)

การปรับแต่งเสียงหลังอัด (Post-Processing Chain)

หลังจากบันทึกเสียงเสร็จสิ้น ให้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนนี้:

ลบเสียงรบกวน (Noise Reduction)

  1. ไฮไลต์เลือกช่วง 5 วินาทีแรกที่เป็นเสียงเงียบ (Room Tone)
  2. ไปที่ Effect > Noise Removal and Repair > Noise Reduction…
  3. คลิกปุ่ม Get Noise Profile
  4. กด Ctrl + A เพื่อเลือกทั้งแทร็ก
  5. เปิด Effect > Noise Reduction… อีกครั้ง แล้วตั้งค่า:
    • Noise reduction (dB): 6 ถึง 10 (ไม่ควรเกิน 12 dB เพราะจะทำให้เนื้อเสียงพูดบางลง)
    • Sensitivity: 6.00
    • Frequency smoothing (bands): 3
  6. คลิก OK

ตัดเสียงย่านความถี่ต่ำ (High-Pass Filter / Low Cut)

ตัดเสียงฮัมของแอร์, พัดลมคอมพิวเตอร์, หรือแรงสั่นสะเทือนที่ไมค์:

  1. กด Ctrl + A เพื่อเลือกทั้งแทร็ก
  2. ไปที่ Effect > EQ and Filters > High-Pass Filter…
  3. ตั้งค่า:
    • Frequency (Hz): 80
    • Roll-off (dB per octave): 12 dB
  4. คลิก Apply

ปรับระดับเสียงให้สม่ำเสมอ (Compressor)

ช่วยดึงเสียงช่วงที่พูดเบาให้ชัดขึ้น และควบคุมช่วงที่พูดดังไม่ให้โดดเกินไป:

  1. กด Ctrl + A เพื่อเลือกทั้งแทร็ก
  2. ไปที่ Effect > Volume and Compression > Compressor…
  3. ตั้งค่า:
    • Threshold: -16 dB ถึง -18 dB
    • Noise Floor: -40 dB
    • Ratio: 2:1 หรือ 3:1
    • Attack Time: 0.20 secs
    • Release Time: 1.0 secs
    • ติ๊กถูกที่: Make-up gain for 0 dB after compressing
  4. คลิก Apply

ปรับความดังมาตรฐาน (Loudness Normalization)

กำหนดระดับความดังรวมของแทร็กให้ตรงตามมาตรฐานสากลของ Podcast Platforms (Spotify, Apple Podcasts):

  1. กด Ctrl + A เพื่อเลือกทั้งแทร็ก
  2. ไปที่ Effect > Volume and Compression > Loudness Normalization…
  3. ตั้งค่า:
    • Normalize to: Perceived loudness (LUFS)
    • Target: -19.0 LUFS (สำหรับแทร็ก Mono) หรือ -16.0 LUFS (สำหรับแทร็ก Stereo)
  4. คลิก Apply

การ Export ไฟล์พร้อมเผยแพร่

  1. ไปที่ File > Export Audio…
  2. ตั้งค่าไฟล์ผลลัพธ์:
    • Format: MP3 Files
    • Bit Rate Mode: Constant
    • Quality: 128 kbps (เพียงพอสำหรับพอดแคสต์เสียงพูด Mono) หรือ 192 kbps
    • Channels: Mono
  3. ใส่ Metadata Tags (เช่น ชื่อตอน, ชื่อพอดแคสต์, ศิลปิน) ตามต้องการ
  4. คลิก Export